หลังจากที่เราได้ทำการค้นคว้าข้อมูลเพื่อเตรียมสัมมนาในวันเสาร์ที่จะถึงนี้เกี่ยวกับเรื่อง Fund Flow จึงได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่คิดว่า “นักลงทุนทุกคนจำเป็นต้องรู้” โดยหากถ้าถามว่านักลงทุนกลุ่มใดที่มีปริมาณซื้อขายมากที่สุดในตลาด เราคิดว่าคำตอบเกินกว่า 80% คงตอบว่า “รายย่อย” ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะที่นี่คือประเทศไทย จะมีใครที่ไหนมาใหญ่กว่าคนในประเทศ แต่นั่นจะเป็นคำตอบที่ถูกจริงหรือไม่ ? รวมถึงคำถามสำคัญที่ว่า “ใครเป็นคนกำหนดทิศทางตลาด” เราจะพาทุกคนมาพบความจริงกันในบทความนี้รูปแสดงสัดส่วนผลรวมปริมาณการซื้อและขายหุ้นรายวันของนักลงทุนทั้ง 4 กลุ่มตั้งแต่ปี 2012-2024
ปัจจุบันต่างชาติซื้อขายหุ้นไทยเป็นอันดับ 1 คิดเป็นกว่า 2 ใน 3 ของทั้งหมด เจ้าเริงร่า

ก่อนอื่นทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าตลาดหลักทรัพย์ได้จำแนกนักลงทุนออกเป็น 4 ประเภท คือ สถาบันในประเทศ ,บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ,นักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนทั่วไปในประเทศ หรือที่พวกเราเรียกย่อ ๆ กันว่า “กองทุน,โบรกเกอร์,ต่างชาติ,รายย่อย” และจากรูปจะพบว่าหากย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน(ปี 2012) รายย่อยเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการซื้อ+ขายมากที่สุด ซึ่งคิดสัดส่วนประมาณ 55% ของตลาดหรือเกินกว่าครึ่ง(เส้นสีเทา) ในขณะที่อันดับ 2 อย่างต่างชาติ มีสัดส่วนอยุ่ที่ 25% ตามด้วยโบรกเกอร์ที่ 15% และสุดท้ายคือกองทุนที่มีการซื้อขายในสัดส่วนน้อยกว่า 10%

แต่แล้วสัดส่วนนี้ได้ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างมั่นคงและน่าตกใจ เพราะอยุ่ ๆ ต่างชาติก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณการซื้อจนปัจจุบันกลายเป็นกลุ่มที่มีการซื้อขายมากที่สุดอย่างขาดลอย โดยครอบครองสัดส่วน 55% แทนที่รายย่อย และผลักให้รายย่อยกลายเป็นอันดับ 2 แทนที่ 30% สำหรับอันดับ 3 และ 4 เป็นการแทนที่กันของกองทุนที่ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 แต่ยังคงที่สัดส่วนซื้อขายใกล้เคียงเดิมที่ 8% และโบรกเกอร์ที่ปัจจุบันหล่นไปรั้งท้ายโดยมีปริมารการซื้อขายหายไปครึ่งนึงเหลือเพียง 7%

ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงนี้คงพอสรุปได้ว่าทั้งปัจจุบันรวมถึงแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ วอลุ่มการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยจะถูกครอบครองโดยนักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์จะมีความสำคัญที่น้อยลงและค่อย ๆ เบาบางลงไป ส่วนรายย่อยกับกองทุนถึงแม้จะมีสัดส่วนที่น้อยลงและไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยังเป็น Player ที่สำคัญในตลาด

รูปแสดงสัดส่วนผลรวมปริมาณการซื้อและขาย TFEX รายวันของนักลงทุนทั้ง 4 กลุ่มตั้งแต่ปี 2012-2024

ในตลาด TFEX ต่างชาติกำลังแซงรายย่อยในเร็ว ๆ นี้ ! 

ในส่วนข้อมูลของตลาดหุ้นบางคนอาจไม่ได้เซอไพร์สอะไรมาก เพราะเริ่มรับรู้มาตั้งแต่ 6 ปีก่อนที่เราเคยจัดทำบทความให้เห็นกันแล้ว แต่ในตลาด TFEX กลับพบข้อมูลที่ต้องจับตา เนื่องจากต่างชาติกำลังมีสัดส่วน Long & Short SET50 Futures เพิ่มสูงขึ้นจนมาเท่า ๆ กับรายย่อยในปีนี้ (ต่างชาติ 42% รายย่อย 44%) และมีแนวโน้มที่จะแซงอย่างแน่นอนในอนาคต ทั้งทีหากย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน(ปี 2012) พวกเขามีสัดส่วนเพียงแค่ 12% เท่านั้น ในขณะที่รายย่อยมีสัดส่วนสูงถึง 56% หรือแตกต่างกันถึงเกือบ 5 เท่า ดังนั้น เมื่อพิจารณาโดยสรุปจะเห็นว่าต่างชาติกำลังจะก้าวเข้ามาเป็น Player อันดับ 1 ของตลาดการลงทุนบ้านเรา ดังนั้น นี้จึงเป็นเหตผลที่ทุกคนจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของ Fund Flow มากยิ่งขึ้น

แล้วมันจะมีความสำคัญยังไงกับตลาด ?

ถึงแม้ว่าเรื่องการเพิ่มขึ้น-ลดลงของ volume ของนักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ จะดูเหมือนเป็นเรื่องที่ต้องตระหนัก แต่ถ้าสุดท้ายพวกเขาไม่ได้มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคา ก็ไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนจะต้องสนใจ แล้วมันจะเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ที่ตลาดหุ้นไทยไม่ได้เคลื่อนไหวตาม Flow ของคนกลุ่มใหญ่พวกนั้น ? เราจะพาทุกคนมาหาคำตอบกับประเด็น “ความสอดคล้องของทิศทางตลาดกับยอดการซื้อ-ขายของนักลงทุน รวมถึงการชี้นำทิศทางในอนาคต”

รูปแสดงความสอดคล้องของทิศทางตลาดหุ้นของวันนั้น (วันที่ T) กับ Fund Flow ของกลุ่มนักทุนที่ต่าง ๆ ปี 2012-2024

ต่างชาติกำลังมีอิทธิพลต่อตลาดการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างมาก กระทิงเริงร่า

จากตารางจะพบว่าเมื่อทำการความสัมพันธ์ของทิศทางตลาดในวันนั้นกับยอดการซื้อขาย ณ สิ้นวันของนักลงทุนทั้ง 4 กลุ่มในตลาดหุ้นและ 3 กลุ่มในตลาด TFEX เป็นเวลา 12 ปีตั้งแต่ปี 2012-ปัจจุบัน(2024) จะพบว่า ในส่วนของตลาดหุ้น ยอดของสถาบันเป็นกลุ่มที่มี %ความสอดคล้องกับทิศทางตลาดมากที่สุด กล่าวคือกองทุนซื้อ ผลลัพธ์ตลาดในวันนั้นก็จะขึ้น และถ้ากองทุนขาย ผลลัพธ์ตลาดจะลง โดยค่าสูงถึง 64.51% ตามมาด้วยต่างชาติที่ 63.25% โบรกเกอร์ 52.83% และรายย่อยน้อยที่สุดที่มีความสอดคล้องเพียง 22.79% เท่านั้น ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้ง 3 กลุ่มยกเว้นรายย่อย มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวสูงกว่า 50% และที่น่าสนใจเป็นอย่างคือ ในช่วงปีหลัง ๆ ต่างชาติที่มีการซื้อขายที่สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นค่อนข้างมาก (วงกลมซ้าย) โดยเฉพาะไตรมาส 1 ของปีนี้ ที่ตัวเลขพุ่งไปสูงถึง 84.42% จึงสามารถสรุปได้ว่า “ปัจจุบันต่างชาติกำลังมีอิทธิพลในการกำหนดการเคลื่อนไหวของทิศทางตลาดหุ้นไทย”

ในส่วนของข้อมูลในตลาด TFEX กลับมีความน่าสนใจกว่า เพราะกลายเป็นต่างชาติที่มียอดสอดคล้องกับทิศทางมากที่สุด กล่าวคือเมื่อต่างชาติ Long ผลลัพธ์ตลาดในวันนั้นก็จะขึ้น และถ้าต่างชาติ Short ผลลัพธ์ตลาดจะลง โดยค่าสูงถึง 72,25% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาทุกกลุ่มและมากกว่ายอดทั้งหมดของตลาดหุ้น โดยก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกนะครับ ว่า Product ทางอ้อมอย่าง TFEX กลับเป็นตัวที่มีความสัมพันธ์มากที่สุด จึงเป็นไปได้ว่า “ต่างชาติเขาใช้ TFEX ในการทำกำไร” และนี้จึงเป็นข้อมูลที่ทุกท่านต้องเข้าใจและหันมาใส่ใจมากขึ้น

มาถึงข้อมูลส่วนถัดมา ซึ่งอาจเป็นส่วนที่ทุกคนอยากรู้ที่สุด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการนำไปใช้ต่อ นั้นคือ การบ่งชี้ทิศทางในอนาคต เพราะต่อให้เรารู้ใครมีบทบาทกำหนดอิทธิพลการเคลื่อนไหวจากพารากราฟก่อน แต่ก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า เราไม่มีทางรู้ข้อมูลแบบ Real Time โดยจะรู้ ณ สิ้นวันเท่านั้น ดังนั้น ถ้าข้อมูลทุกสิ้นวันไม่สามารถบอกทิศทางในวันต่อมา(T+1) ได้ก็ไม่มีค่าอะไรเลย ดังนั้น มาดูคำตอบกัน

รูปแสดงความสอดคล้องของทิศทางตลาดหุ้นของวันต่อมา (วันที่ T+1) กับ Fund Flow ของกลุ่มนักทุนที่ต่าง ๆ ปี 2012-2024

แทบไม่มีนักลงทุนกลุ่มใดที่จะชี้นำอนาคตได้

ก่อนอื่นเพื่อให้ทุกคนได้ใช้อย่างสมจริงที่สุดเราจึงเลือกเปรียบเทียบ %การเคลื่อนไหวของตลาดวันต่อมา(T+1) แบบส่วนต่างระหว่างราคาเปิดกับราคาปิด เพราะต้องการจำลองสถานการณ์ว่าเมื่อรู้ยอดแล้ว ณ สิ้นวัน จะได้ทำการเปิดสถานะที่ราคาเปิดและปิดสถานะที่ราคาปิดของวันต่อมาทันที และผลลัพธ์ที่ได้ คือ “ไม่มีใครชนะอย่างมีนัยสำคัญ” โดยถึงแม้ Flow ของตลาดหุ้นนักลงทุนต่างชาติจะมี %ความสอดคล้องกับทิศทางวันต่อมามากที่สุด แต่ก็มีค่าแค่ 52.64% เท่านั้น ส่วนตลาด TFEX แทบจะลู่เข้าสู่ 50% เท่า ๆ กันทุกกลุ่ม ดังนั้น ใครที่ใข้วิธีดูยอดบวก/ลบของกลุ่มต่าง ๆ ในวันนี้เพื่อวิเคราะห์ทิศทางวันต่อไปคงไม่สามารถคาดการณ์ให้ถูกทางได้
 

รูปแสดงความสัมพันธ์ของยอดสะสม Fund Flow และการเคลื่อนไหว +/- > 5% ในช่วง 10 วัน

หากข้อสรุปเป็นแบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า ยอดซื้อขายในทุกสิ้นมันนำมาใช้วิเคราะห์จริงไม่ได้ แต่เรามีข่าวดีว่าการสรุปแบบนี้คงไม่ถูกต้องนัก เพราะในความจริงเรายังสามารถนำมาใช้ได้อีกหลายรูปแบบ เช่น นับเฉพาะวันที่ยอดหุ้น +/- > 1,000 ล้านหรือยอด TFEX มากกว่า 10,000 สัญญา, เปลี่ยนจากผลรวมและการคาดการณ์ 1 วันตามตัวอย่าง เป็นมากกว่า 1 วัน เป็นต้น ซึ่งดูจากข้อมูลที่เราเคยทำไว้(จากรูป) จะเห็นว่าเมื่อพิจารณาเฉพาะรอบที่การเคลื่อนไหวที่เกินกว่า 5% ในรอบ 10 วันจะพบว่าทุกกลุ่มคาดการณ์ตลาดได้ถูกในระดับ 70% โดยต่างชาติจะน้ำหนักของยอดซื้อขายสะสมมากที่สุดในระดับหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละเหตุการณ์ ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่าในทุกรอบที่มีการเคลื่อนไหวใหญ่ ยอดการซื้อขายของกลุ่มต่าง ๆ มีโอกาสถูกทางอย่างมีนัยสำคัญอย่างแน่นอน และถ้าเราใช้กลยุทธ์ตามเขาแม้จะช้ากว่าก็ยังสามารถทำกำไรได้ดีกว่าไม่นำข้อมูลมาประกอบ

สุดท้ายนี้เราคิดว่าเราเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ศึกษาเรื่อง Fund Flow และพิสูจน์แล้วว่าการนำมาประยุกต์ใช้กับการวางแผนเทรด TFEX ช่วยให้ได้ Performance ที่ดีขึ้นจริง จึงอยากพรีเซ็นต์เรื่องนี้ให้คนที่มีความคิดคล้ายกันได้ใช้เป็นแนวทางต่อ ใครที่สนใจลองตามกันมานะครับ ซึ่งคงสามารถอธิบายได้เยอะขึ้นหากนำเสนอในรูปแบบ Live ยังไงลองติดตามกันมานะครับ หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์กับบางท่านที่เล่น TFEX เหมือนกันได้ ขอให้ทุกคนโชคดีในการลงทุน ขอบคุณครับ

Credit : https://www.facebook.com/tfexforfuture

ร่วมพูดคุยทิศทางหุ้น,TFEX

Line OpenChat : TFEX For Future

https://line.me/ti/g2/btLW138AZRRYIUeuCe-5GQ

พาพันขอบคุณ